รัฐธรรมนูญกับหลักกฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลังเป็นโทษ
26/07/2023รัฐธรรมนูญกับหลักกฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลังเป็นโทษ
นายพลสิทธิ์ จิระสันติมโน
นักวิชาการคดีรัฐธรรมนูญปฏิบัติการ
กลุ่มงานคดี ๗
สำนักคดี ๓
นักวิชาการคดีรัฐธรรมนูญปฏิบัติการ
กลุ่มงานคดี ๗
สำนักคดี ๓
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้กำหนดให้มีหลักประกันสิทธิของปวงชนชาวไทยไว้หลายประการ โดยหนึ่งในนั้นคือสิทธิที่จะไม่ถูกลงโทษทางอาญา หากไม่มีกฎหมายกำหนดความผิดไว้ล่วงหน้า หรือที่ถูกเรียกใน หมู่นักกฎหมายว่า ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ หากไม่มีกฎหมาย (No crime nor punishment without law) ซึ่งปรากฏในมาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้” ซึ่งหลักการนี้ถือเป็นหลักนิติธรรมที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยไว้ สอดคล้องกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย” ดังนั้น จากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒ สามารถอธิบายความหมายถึงสิทธิเสรีภาพในการกระทำของบุคคลได้ว่า ผู้กระทำไม่ต้องรับผิดทางอาญาหากกฎหมายในขณะนั้นไม่ได้มีการกำหนดความรับผิดไว้ก่อนที่การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้น หรือสามารถอธิบายในอีกมุมหนึ่งได้ว่ารัฐไม่อาจจะออกกฎหมายย้อนหลังไปกำหนดว่าการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดเพื่อลงโทษบุคคลใดบุคคลหนึ่งมิได้ รวมถึงจะกำหนดโทษให้หนักกว่าโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้ ด้วยเหตุนี้จึงถือเป็นหลักเด็ดขาดในทางกฎหมายอาญาที่ว่า “กฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลังเป็นโทษ”
หลักกฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลังเป็นโทษ ถือเป็นหลักที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศไทยมายาวนาน และเคยถูกนำมาปรับกับการพิจารณาวินิจฉัยในศาลยุติธรรมของไทย ดังที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑/๒๔๘๙ ที่สรุปได้ว่า “คดีเป็นปัญหากฎหมายในเบื้องต้นที่จะต้องวินิจฉัยเกี่ยวด้วยการบังคับใช้บทพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม ศาลนี้เห็นว่าพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม พุทธศักราช ๒๔๘๘ เฉพาะที่บัญญัติย้อนหลังให้การกระทำก่อนวันใช้พระราชบัญญัติเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติด้วยนั้น ขัดกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๔ และเป็นโมฆะ ตามมาตรา ๖๑ (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ ประกาศและบังคับใช้เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ยกเลิกเมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๔๘๙) เมื่อบทบัญญัติที่โจทก์ฟ้องขอให้เอาผิดแก่จำเลย ศาลนี้ได้วินิจฉัยแล้วว่าเป็นโมฆะ อันจะลงโทษจำเลยไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์อันใดที่ศาลจะฟ้องคำพยานหลักฐานโจทก์ในเรื่องนี้ต่อไปอีก จึงพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์เสีย”
จากคำพิพากษาดังกล่าวจะเห็นได้ว่าศาลฎีกาได้มีการคุ้มครองผู้กระทำให้ไม่ต้องรับผิดในการกระทำของตนก่อนที่กฎหมายจะกำหนดไว้เป็นความผิด ซึ่งในที่นี้คือบทพระราชบัญญัติอาชญากรสงครามที่ถือเป็นกฎหมายกำหนดโทษทางอาญาย้อนหลังไปลงโทษแก่ผู้กระทำซึ่งได้กระทำก่อนที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิด ถือเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน จึงเป็นกฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญและไม่อาจใช้บังคับได้
อย่างไรก็ดี ในบางกรณีกฎหมายอาญาสามารถบัญญัติกฎหมายให้มีผลย้อนหลังได้ หากการย้อนหลังนั้นมีลักษณะที่เป็นคุณต่อผู้กระทำผิด ดังที่ปรากฏในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒ วรรคสอง ที่บัญญัติว่า “ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง” ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้เอากฎหมายในส่วนที่เป็นคุณมาใช้กับผู้กระทำความผิดได้ เช่น ผู้กระทำได้ลงมือกระทำการอันเป็นความผิดต่อกฎหมาย แต่ต่อมากฎหมายใหม่บัญญัติว่าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ส่งผลให้บุคคลนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดทันที เป็นต้น ทำให้การย้อนหลังของกฎหมายในเหตุที่เป็นคุณไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เพราะถือว่าไม่เป็นการขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญให้การรับรอง
นอกจากนี้ ในเรื่องหลักกฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลังเป็นโทษนั้น ศาลรัฐธรรมนูญของประเทศไทยก็เคยมีคำวินิจฉัยคุ้มครองสิทธิของประชาชนในเรื่องดังกล่าวมาแล้วความปรากฏในคำวินิจฉัยที่ ๓๐/๒๕๖๓ ซึ่งสรุปได้ว่า “การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติออกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๕/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ กำหนดให้บุคคลมารายงานตัวในวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา โดยปรากฏชื่อจำเลยในคดีนี้ คำสั่งดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้การไม่มารายงานตัวต้องรับโทษทางอาญา แต่ต่อมาในวันเดียวกันนั้น คณะรักษาความสงบแห่งชาติออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๒๙/๒๕๕๗ เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวตาม
คำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ กำหนดให้บุคคลที่มีรายชื่อตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ไม่มารายงานตัวภายในวันเวลาที่กำหนด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นการออกคำสั่งเรียกให้มารายงานตัวก่อนแล้วออกประกาศกำหนดโทษของการกระทำดังกล่าวลงในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้ทราบทั่วกันในภายหลัง (วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗) จึงเป็นการกำหนดโทษทางอาญาให้มีผลย้อนหลังแก่บุคคลผู้ไม่มารายงานตัวตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติซึ่งเกิดขึ้นก่อน ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมที่ว่า “ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยไม่มีกฎหมาย” จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง” เมื่อพิจารณา ข้อเท็จจริงจากคำวินิจฉัยพบว่า หลัก “กฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลังเป็นโทษ” นั้น บุคคลจะมีความผิดต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติว่าเป็นความผิดและกำหนดโทษของความผิดไว้ ดังนั้น การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติออกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๕/๒๕๕๗ ออกคำสั่งเรียกให้รายงานตัวก่อนและออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๒๙/๒๕๕๗ กำหนดโทษของการกระทำดังกล่าวในภายหลังจึงเป็นคำสั่งที่มีโทษอาญาย้อนหลังไปลงโทษการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนจึงเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง และขัดต่อหลักนิติธรรม
คำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ กำหนดให้บุคคลที่มีรายชื่อตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ไม่มารายงานตัวภายในวันเวลาที่กำหนด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นการออกคำสั่งเรียกให้มารายงานตัวก่อนแล้วออกประกาศกำหนดโทษของการกระทำดังกล่าวลงในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้ทราบทั่วกันในภายหลัง (วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗) จึงเป็นการกำหนดโทษทางอาญาให้มีผลย้อนหลังแก่บุคคลผู้ไม่มารายงานตัวตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติซึ่งเกิดขึ้นก่อน ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมที่ว่า “ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยไม่มีกฎหมาย” จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง” เมื่อพิจารณา ข้อเท็จจริงจากคำวินิจฉัยพบว่า หลัก “กฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลังเป็นโทษ” นั้น บุคคลจะมีความผิดต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติว่าเป็นความผิดและกำหนดโทษของความผิดไว้ ดังนั้น การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติออกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๕/๒๕๕๗ ออกคำสั่งเรียกให้รายงานตัวก่อนและออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๒๙/๒๕๕๗ กำหนดโทษของการกระทำดังกล่าวในภายหลังจึงเป็นคำสั่งที่มีโทษอาญาย้อนหลังไปลงโทษการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนจึงเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง และขัดต่อหลักนิติธรรม
ดังนี้ จากเหตุผลที่ได้กล่าวมาในข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า “หลักกฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลังเป็นโทษ” รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้มีการวางหลักประกันว่าบุคคลสามารถกระทำการใด ๆ ได้โดยไม่มีความผิดและถูกลงโทษ หากกฎหมายที่ใช้ในขณะนั้นไม่กำหนดว่าเป็นการกระทำนั้นเป็นความผิดและโทษไว้ในขณะที่กระทำ ดังที่ปรากฏในมาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มีคำวินิจฉัยในหลักดังกล่าวเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจของรัฐอย่างไร้ขอบเขตและตามอำเภอใจ ตามแนวคำวินิจฉัยที่ ๓๐/๒๕๖๓ ซึ่งถือเป็นแนวคำวินิจฉัยสำคัญประการหนึ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วางหลักและถือปฏิบัติเพื่อธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมของกฎหมายภายใต้ของหลักนิติธรรม
__________________________________







Login with facebook
Login with google